ครู-ศิษย์ม.กรุงเทพแท็กทีม! ขับเคลื่อนอนาคตด้วยโปรเจ็กต์ iFIT

ครู-ศิษย์ม.กรุงเทพแท็กทีม! ขับเคลื่อนอนาคตด้วยโปรเจ็กต์ iFIT
นวัตกรรมการเรียนรู้พลิกโฉมการศึกษาไทย

ตั้งแต่มหาวิทยาลัยกรุงเทพประกาศเดินหน้าโครงการ “iFIT บัณฑิตพันธุ์ใหม่” สนองนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ทุกภาคส่วนในแวดวงการศึกษาต่างก็จับตามองโครงการนี้ในฐานะนวัตกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งหวังให้เป็น Thailand Model สมชื่อเต็มๆ ของโครงการที่ว่า Individual Future Innovative Learning of Thailand

นอกจาก iFIT จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ได้เองตามความชอบเป็นรายบุคคล โดยมุ่งเน้นให้ลงมือทำจริงกับโจทย์จริงในรูปแบบ Project-based Learning แล้ว ความโดดเด่นอีกอย่างของโครงการ iFIT ก็คือ อาจารย์ที่จะไม่ใช่แค่สอนอยู่หน้าห้อง แต่พลิกบทบาทมาเป็น “ครูพันธุ์ใหม่” ผู้ทำหน้าที่ “โค้ช” ช่วยเหลือนักศึกษาในการออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตน เพื่อก้าวไปสู่ฐานะ “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ขณะเดียวกันก็มีทักษะหลากหลายรอบด้านจากการช็อปปิ้งวิชาและทักษะที่จำเป็นต่อการทำโปรเจ็กต์แบบข้ามคณะได้ทั่วมหาวิทยาลัยด้วย

อาจารย์บอล-ทชภณ ประภานนท์
หัวหน้าหลักสูตรนานาชาติการผลิตสื่อนวัตกรรม (Innovative Media Production) คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ หนึ่งใน “ครูพันธุ์ใหม่” ที่เตรียมขับเคลื่อน iFIT ไปพร้อมกับเด็กๆ กล่าวว่า “อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนมักยึดติดว่า ฉันเป็นอาจารย์ ไม่ใช่ครู ไม่ง้อเด็ก สอนในห้องเสร็จก็พอ ไม่ติดตามต่อ ถ้าเด็กทำข้อสอบไม่ตรงกฎเกณฑ์ก็ประเมินตามน้ำไป ต่างจากครูพันธุ์ใหม่ที่จะทำตัวเป็นโค้ช ให้ความเป็นกันเองและใกล้ชิดกับเด็ก ให้คำปรึกษาแก่เด็กได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะในหรือนอกห้องเรียน สอนเด็กทั้งเรื่องทักษะทางวิชาการและทักษะชีวิต อีกทั้งคอยมองหาโอกาสดีๆ ให้เด็ก การทำตัวเป็นโค้ชนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างครูกับศิษย์ เด็กจึงกล้าเข้าหาและมาคุยมาปรึกษามากขึ้น”

อาจารย์บอลยังบอกด้วยว่า เด็กแต่ละคนมีความเก่งและความถนัดแตกต่างกัน รูปแบบการวัดผลของ iFIT จึงไม่ได้ใช้ข้อสอบชุดเดียวกันกับเด็กทุกคน และไม่ได้ตัดสินความสามารถของเด็กจากผลคะแนนในการทำข้อสอบ แต่ตัดสินจากพัฒนาการและสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ดังนั้นครูพันธุ์ใหม่หรือโค้ชจึงมีหน้าที่กระตุ้นให้ลูกศิษย์ค้นพบความถนัดของตัวเอง แล้วผลักดันให้เขาลงมือทำอย่างเต็มศักยภาพเพื่อไปให้สุดในทางที่ตนถนัดจริงๆ ไม่ใช่บังคับให้เรียนตาม Degree Plan เพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน เพราะนี่คือ “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ตามความคาดหวังของม.กรุงเทพ

ฟังเสียงครูแล้ว มาฟังเสียงจากแอม-นัชชา ทองธราดล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ผู้เป็นลูกศิษย์กันบ้าง แอมเผยว่า ชอบการเรียนรู้สไตล์ iFIT มาก เพราะฉีกรูปแบบการเรียนการสอนแบบเก่าๆ อย่างสิ้นเชิง “แอมคิดว่าการเรียนแบบเก่าๆ มีคำตอบในหน้ากระดาษอยู่แล้ว ทำให้เด็กเกิดความเบื่อ พยายามหลีกหนี และขาดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพราะเด็กสมัยนี้มักมีความสนใจหลากหลายและอยากทำอะไรที่ท้าทายมากขึ้น ซึ่ง iFIT จะเปิดโอกาสให้ลงมือทำจริงผ่านทางโปรเจ็กต์หรือกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียน จากนั้นก็นำทักษะที่ได้รับมาเทียบความรู้รายวิชา ทำให้ไม่จำเป็นต้องนั่งเรียนอยู่แค่ในห้อง มีทักษะหลายด้านรวมกัน และยังทำให้เราเข้าไปใกล้โลกการทำงานจริงมากที่สุด พอเรียนจบก็จะหายห่วงเพราะลงสนามจริงมาเรียบร้อยแล้ว ที่ชอบมากอีกอย่างคือการที่อาจารย์ทำหน้าที่โค้ชคอยช่วยไม่ให้เราหลงทาง โดยให้อิสระเราคิดเองว่าจะเดินไปทางไหน ขณะเดียวกันก็คอยดูแล ถ้าเราล้มก็จะพยุงให้เราลุก ทำให้ไม่เจ็บมาก”

ม.กรุงเทพเชื่อมั่นว่า การผนึกกำลังกันระหว่างครูและศิษย์ การมีทักษะครบเครื่องรอบด้านครบในคนเดียว ที่สำคัญคือความสุขจากการเรียนรู้ในเรื่องที่ตนถนัดและชื่นชอบอย่างแท้จริงนั้น จะทำให้นักศึกษาที่ผ่านโปรแกรม iFIT กลายเป็น “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ผู้เปี่ยมพลังในการขับเคลื่อนตัวเองและประเทศชาติไปสู่อนาคตข้างหน้าได้ไกลกว่าเดิม
(อยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ iFIT เพิ่มเติม คลิก ifit.bu.ac.th)

ที่มาของข่าว Eduzones