มาปลุก DNA ของนักผจญภัยกันดีกว่า

โดย ดร.ศุภมณฑา สุภานันท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ

หากจะบอกว่า ทริปการผจญภัย (Adventure) สุดท้าทายที่เคยตั้งตารอ สามารถเกิดขึ้นได้ในวันธรรมดาของทุกวัน มันจะเป็นไปได้ไหม เพราะการออกไปผจญภัยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันหยุดยาวหรือวันปิดภาคการศึกษา การเป็น “นักผจญภัย (Adventurer)” เกิดขึ้นได้ในทุกที่ ทุกเวลา และเด็กๆ ทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้แบบ “นักผจญภัย” ได้ เมื่อตั้งต้นด้วยวิธีคิดแบบนี้ มาลองดูกันว่าชีวิตการเรียนรู้ (หรือการทำงานของเรา) มันจะน่าตื่นเต้นมากแค่ไหน

DNA ของนักผจญภัย
“นักผจญภัย (Adventurer)” คือผู้ที่สนุกกับการพบเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ลองทำสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม พร้อมที่จะเพิ่ม Energy ด้านดีๆ ให้กับชีวิต และเป็นคนที่กล้าออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง เพื่อไปเผชิญหน้ากับความท้าทาย

การเรียนรู้แบบนักผจญภัย จึงเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความกล้าที่จะค้นหาสิ่งที่ตนเองอยากเรียนรู้ ชอบ หลงใหล ว่าง่ายๆ คือ เกิด Passion ในสิ่งที่ตนเองสนใจ อยากติดตาม สืบเสาะ แสวงหาที่มาที่ไป สนุกกับสิ่งที่เรียน ไม่หวาดกลัว แม้จะเจอกับอุปสรรคหรือความยากลำบากต่างๆ ว่ากันว่าดีเอ็นเอแบบนักผจญภัยมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนมายาวนานหลายพันปีแล้ว

การปลุกดีเอ็นเอผู้เรียนให้มีคาแร็กเตอร์แบบนักผจญภัยจึงต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ท้าท้าย น่าตื่นเต้น แปลกใหม่ สร้างให้ผู้เรียนกลายเป็น Active Learner ไม่ใช่เพียงตั้งรับ แต่พร้อมที่จะกล้าคิดริเริ่ม กล้าตั้งคำถาม บุกตะลุยค้นหาเส้นทางการผจญภัยที่แปลกใหม่

โลกของนักผจญภัย
เคยเป็นไหม การผจญภัยที่เราจะรู้สึกอินกับมันมากที่สุด เป็นโลกของการผจญภัยที่เรามีโอกาสเลือกเอง วางแผนการเดินทางเอง ถึงแม้ว่าจะยังเห็นทางข้างหน้าไม่ชัดนัก มีอะไรที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เจออีกมากมาย แต่นั่นคือความสนุกของการผจญภัย ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรู้สึกภูมิใจกับมันมากยิ่งขึ้น ถ้าเราคือผู้ค้นพบสิ่งที่ Unseen ไม่เคยมีใครพบมันมาก่อน

ภาพที่คุ้นชินของนักผจญภัยที่มีอยู่ในความคิดของเรา นักผจญภัยมักจะพาตัวเองออกไปผจญภัยท่ามกลางธรรมชาติ เดินป่า ขึ้นเขา สัมผัสอากาศที่แปรปรวน จะว่าไปแล้วการอยู่กับธรรมชาติทำให้นักผจญภัยได้เห็นความไม่หยุดนิ่งของโลก ยิ่งเป็นการเดินทางที่ยากลำบากด้วยแล้ว เราจะพบว่าเราได้เรียนรู้ประสบการณ์พิเศษ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักผจญภัยแต่ละคนก็มีความเฉพาะไม่เหมือนกัน

ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการผจญภัย มันจะกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวไปเราตลอด เพราะเราได้เอาตัวเองเข้าไปสัมผัสประสบการณ์นั้น เราจึงเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งและมองเห็นคุณค่าความหมายที่เชื่อมโยงกับความเป็นตัวตนของเรา

การเรียนรู้ก็ไม่แตกต่างจากการผจญภัย การพาตัวเองไปเผชิญกับธรรมชาติเปรียบเหมือนการได้เรียนรู้จากโลกความเป็นจริง (Real World) สถานการณ์ที่เป็นจริง ได้พบกับโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อน มีบริบทที่หลากหลาย เป็นความท้าทายของผู้เรียนที่ไม่ได้เรียนรู้เพียงความรู้ แต่ยังทำให้เห็นว่าผู้เรียนได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ ทักษะการใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กันด้วย ช่วงเวลาของการผจญภัยที่มีเพื่อนหรือได้เพื่อนร่วมระหว่างเดินทางที่เป็นคอเดียวกัน ร่วมต่อสู้กับภัยอันตราย ผ่านหนทางหรือเลเวลการเดินทางที่ยากๆ ไปด้วยกัน ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจึงสดใหม่ ท้าทาย และน่าจะหาไม่ได้จากในตำราเรียนเล่มใด

มองย้อนกลับไป การจัดการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ของผู้เรียน (Experiential Education) มีมาตั้งแต่สมัยของโซเครติส (Socrates) นักปราชญ์ชาวกรีก เขาเป็นนักคิดที่สนใจเรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิต เขามีวิธีการในการสอนลูกศิษย์ที่เน้นการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิธีการสอนของเขายังเป็นการกระตุ้นให้ลูกศิษย์ค้นหาความรู้ด้วยตนเอง (Inquiry-based Practice) โดยเฉพาะการตั้งคำถามที่น่าสนใจให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบที่อาจจะไม่ได้มีคำตอบเดียว

การเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์จึงเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการลงมือทำ (Learning by Doing) ดังเช่นทฤษฎีของจอห์น ดิวอี้ (John Dewey) นักการศึกษาคนสำคัญชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงบอกไว้ว่า “การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ต้องเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ได้ลงมือปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ มีความยืดหยุ่น ไม่ตายตัว และไม่ได้เน้นทฤษฎีเพียงอย่างเดียว”

ในโลกยุคนี้ที่ชีวิตล้วนต้องเจอแต่ความไม่แน่นอนต่างๆ เด็กๆ รุ่นใหม่ จึงต้องการความรู้ที่ได้มาจากการที่พวกเขาได้ลงมือปฏิบัติ เขาจะได้เรียนรู้วิธีการในการแสวงหาความรู้ ไม่ใช่มีใครมาคอยสั่งสอนหรือคอยบอกให้เชื่อ เป็นความรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิต (Life Experience) ได้เจอกับการเรียนรู้ที่ท้าทาย สนุก ตื่นเต้น สมหวัง ผิดหวัง ต้องจัดการกับอุปสรรคต่างๆ ทำให้เขาสนุกกับการใช้ชีวิต บ่มเพาะดีเอ็นเอการเรียนรู้แบบนักผจญภัยที่ไม่เคยกลัวความยากลำบาก ทำให้เขามีความมั่นใจ มีความเชื่อในความสามารถของตนเอง

ลองคิดดูว่าถ้าเราเติบโตมาในศตวรรษที่ 21 ในห้วงเวลาที่โลกมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ข้อมูลความรู้สามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่วิธีคิด มุมมองในการมองโลกที่ท้าทาย การรู้จักการตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว และการเรียนรู้ชีวิตในโลกความเป็นจริง นี่ควรจะเป็นสิ่งที่เราต้องจุดประกายให้เด็กๆ ปลุกความเป็นนักผจญภัยในตัวพวกเขาให้ตื่นขึ้น (รวมถึงความเป็นนักผจญภัยในตัวผู้ใหญ่หัวใจวัยรุ่นอย่างเราๆ  ด้วย)

ไอเทมล้ำๆ ของนักผจญภัย

ก่อนที่เราจะออกไปผจญภัยกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นบุกตะลุยไปในป่าอเมซอน ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ หมู่เกาะกาลาปากอส และทะเลทรายซาฮารา ไอเทมล้ำๆ ของนักผจญภัยที่รักการเรียนรู้ควรจะต้องมีเพื่อทำให้การผจญภัยครั้งนั้นสนุกสนานมากยิ่งขึ้นจนเราแทบไม่อยากให้มันจบลงเลย มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

Favor = ความชอบ

ถามตัวเองก่อนว่าอะไรคือความชอบที่ผลักดันให้เราอยากผจญภัยหรืออยากเรียนรู้ เราสามารถอยู่กับสิ่งใดได้เป็นเวลานานๆ โดยที่ไม่นึกเบื่อเลย หลงใหล คลั่งไคล้ ทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นๆ บางคนอาจจะใช้เวลาเป็นปีหมดไปกับการเดินทางไปพิชิตขั้วโลกเหนือ ไม่ว่าจะพบเจอกับความหนาวเย็นสุดขั้วหัวใจก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะมันคือสิ่งที่เราชอบ ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบ เราจะมีใจอยากทำมันไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อย ไม่ว่าความชอบของเราจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรืออะไรก็ตาม บางคนไม่ใช่แค่ชอบ แต่ถึงขั้นตกหลุมรักเลยทีเดียว ค้นหาให้เจอ ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องชอบเพียงอย่างเดียว หลายสิ่งหลายอย่างที่เราชอบ พูดมันออกมา เราจะพบว่ายังมีสิ่งที่เราอยากเรียนรู้อีกมากมาย

Fact = รู้ข้อมูล

จากความชอบที่ผลักดันให้เราอยากผจญภัย มาต่อกันที่ Fact เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสิ่งที่เราชอบ รู้ลึก รู้จริง ถามได้ ตอบได้ ภาษาของคนรุ่นใหม่ เขาจะเรียกว่า เรามี Insight กับเรื่องนั้น สมมุติว่าเราชอบเรื่องราวเกี่ยวกับป่าแอมะซอน ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับป่าแอมะซอน เราอยากรู้ อยากที่จะค้นคว้า เราอยากที่จะบอกเล่า เจอใครเราก็อยากเล่าให้เขาฟังด้วย และเรายังอยากที่จะคิดต่อ อยากเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ทั้งในเชิงกว้าง และเชิงลึก มีพลังจากความชอบเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราค่อยๆ ขุดค้นข้อมูลที่เราชอบ เหมือนกับการเดินทางเข้าไปสำรวจป่าแอมะซอน เราต้องการที่จะไปในจุดที่ไม่เคยมีใครเคยเดินทางไปถึงมาก่อน

Flexible = ยืดหยุ่น พร้อมปรับเปลี่ยน

การเดินทางผจญภัยไม่ได้มีเส้นทางเดียว นักผจญภัยต้องรู้จักยืดหยุ่น แสวงหาเส้นทางใหม่ๆ อยู่เสมอ เรื่องที่เราชอบ เราลองเรียนรู้ ลองมองมันหลายๆ ด้าน มีอะไรสนุกๆ ที่เราคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ชอบได้อีก สนุกที่จะคิดต่างมุมมอง เพราะชีวิตการเรียนรู้แบบนักผจญภัย ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลา การผจญภัยทำให้เราได้เผชิญหน้ากับความหลากหลายของสถานที่ ผู้คน ช่วงเวลา อย่ายึดติดกับมุมมองใดมุมมองหนึ่งเพียงด้านเดียว นักผจญภัยที่มีความยืดหยุ่นจะเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน ความยืดหยุ่นจะทำให้เราอยู่รอดในเส้นทางที่ยากลำบาก เพราะเราจะมองหาวิธีการใหม่ๆ อยู่ตลอดเพื่อพาตัวเองไปให้ถึงยังจุดหมาย

Focus = มีเป้าหมาย

ไม่ว่านักผจญภัยจะเลือกเดินทางด้วยเส้นทางใด อาจจะมีหลายเส้นทางในการไปถึงสิ่งที่ฝันไว้ เราต้องวิเคราะห์และเลือกเส้นทางที่เหมาะกับตนเอง การมี Focus กับสิ่งที่เราเลือก รู้ว่าเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้คืออะไร รู้ความต้องการของตัวเอง วางแผน รู้ขอบเขตของสิ่งที่จะทำ การมี Focus ยังรวมไปถึงการมีใจที่เป็นสมาธิ จดจ่อกับสิ่งที่เราเลือก พยายามทำมันอย่างเต็มที่ ไม่เลิก ไม่ทิ้งไว้กลางทาง ฝึกฝน และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากมีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วย ก็ต้องประคับประคองกัน จับมือกันเดินไปจนถึงเป้าหมายให้ได้

Function = ลงมือทำ

ทำสิ่งที่ชอบนั้นให้เป็นจริงหรืออย่างน้อยได้ลงมือทำ เราได้เริ่มก้าวเดินออกจากจุดเริ่มต้น อาจจะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ  แต่เราได้เข้าสู่เส้นทางของการผจญภัยแล้ว การที่เราบอกตนเองว่าเป็นนักผจญภัย แต่เราไม่เคยออกเดินทาง ได้เพียงคิดฝัน แต่ไม่เคยลองทำสิ่งที่ชอบ เหมือนกับเรารู้ทฤษฎีแต่เราไม่เคยลงมือปฏิบัติเลย เพิ่มเติมคือสิ่งที่เรารักและเลือกทำนั้น มันต้องไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเราเอง ครอบครัว เพื่อน และสังคม เราถึงจะทำมันได้อย่างมีความสุข

ก้าวออกจาก Comfort Zone

ชีวิตการเรียนรู้แบบนักผจญภัย จึงเป็นชีวิตที่ตื่นเต้น ท้าทาย เพราะหัวใจสำคัญที่ผู้เรียนมีคือความสดใหม่ ความสนุก การมี Passion ในเรื่องที่อยากเรียนรู้ ไอเทมล้ำๆ ของนักผจญภัยคือของเล่นทางความคิดที่ช่วยเติมสีสันในการเรียนรู้

ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุดยาวที่เราจะเก็บกระเป๋าแล้วออกไปผจญภัย มาทำ “ชีวิตการเรียนรู้” ของเราในทุกวัน ให้สนุกสนาน เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาร่วมเป็น “นักผจญภัย” ไปด้วยกัน