วัยรุ่นเสี่ยงทาย

โดย ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ

พูดถึงคำอธิบาย “วัยรุ่น” ลิสต์ของทุกคนคงมีหน้าตาประมาณนี้

เก๋ ชิค คูล กล้า บ้า มีพลัง ขี้เกียจ ชิล หัวร้อน หมกมุ่นกับตัวเอง ตามเพื่อน ก้าวร้าว ขบถ เบื่อโลก ฯลฯ

ถึงแม้จะไม่พบคำอย่าง ชิค คูล ชิล ฯลฯ ในหลักฐานโบราณ แต่สิ่งที่ Socretes กล่าวถึงพวกเขา อาทิ ไม่สุภาพและชอบท้าทายผู้มีอำนาจ หรือที่ Aristotle บอกว่า พวกเขาสนใจกับการแต่งตัว เต็มไปด้วยความแปรปรวนทางอารมณ์ โกรธง่าย ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยอยู่และพร้อมจะอุทิศตัวให้กับเพื่อน เราก็พอจะกล่าวได้ว่าลิสต์นี้ใช้อธิบายวัยรุ่นได้หมดทั้งในปัจจุบันหรือเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว

ผู้ใหญ่หลายคนทนไม่ค่อยได้กับพฤติกรรมกวนหูกวนตาของวัยรุ่น ทั้งที่ทุกคนก็เคยผ่านช่วงเวลานี้กันมาทั้งนั้น วัยรุ่น (adolescent) หมายถึงวัยแห่งการเปลี่ยนผ่านจากเด็กไปสู่ผู้ใหญ่ ดังนั้นมันอาจครอบคลุมช่วงอายุได้ตั้งแต่ 10 ปี จนอาจถึง 25 ปีเลยทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและจิตใจที่แตกต่างในแต่ละบุคคล

 

เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย

คำอธิบายทางจิตวิทยาแสดงให้เห็นถึงเหตุของอารมณ์แปรปรวน ความชอบการแหกกฎ การชอบลองชอบเสี่ยงและการเรียกร้องความสนใจ (จากเพื่อน) ว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนสถานะจากนักเรียนมัธยมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย การมีเพื่อนกลุ่มใหม่ การมีความรักครั้งแรก ในขณะที่ยังต้องแบกรับความคาดหวังว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วจากครอบครัว

ในปัจจุบันองค์ความรู้จากการศึกษาด้านประสาทวิทยา (neuroscience) ที่ได้จากเทคโนโลยีสแกนสมอง (MRI) ยังพบว่าสมองหลายส่วน เช่น สมองส่วนรับความรู้สึก พัฒนาจนถึงขีดสุดในวัยรุ่นนี่เอง ในขณะที่จุดประสานประสาท (synapse) หลายส่วนที่แตกตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เป็นทารกจนถึงวัยรุ่น จะมีจำนวนอยู่มากที่สุดในวัยนี้ และจะเริ่มถูกกำจัดออกถ้าไม่ได้ใช้

ดูเหมือนวัยรุ่นจะ “พีค” ในแทบจะทุกมิติ ทั้งความเปลี่ยนแปลงภายนอกและภายใน

มีการการทดลองที่น่าสนใจมากมาย การทดลองหนึ่งก็คือการศึกษาว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นมีช่วงวัยรุ่นหรือไม่โดยศึกษาผ่านหนูทดลอง (เจ้าเก่า) ผลการทดลองพบว่า พอหนูย่างเข้าวัยรุ่น มันก็กลายร่างจากเจ้าตัวเรียบร้อยขี้อ้อนมาเป็นจอมป่วนชวนทะเลาะ บ้าบิ่น หงุดหงิดง่ายและติดเพื่อน ใช่ครับ—หนูก็มีช่วง “เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย” เหมือนกัน

 

รู้ว่าเสี่ยงก็คงต้องขอลอง

เมื่อย้อนกลับไปดูตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่จนส่งผลสะท้านสะเทือนไปทั่ว หรือภาษาปัจจุบันเรียกว่า disruption มีไม่น้อยที่เป็นฝีมือของ “วัยรุ่นแห่งยุค”

The Beatles เปลี่ยนทั้งประวัติศาสตร์วงการเพลง ธุรกิจบันเทิง ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ พวกเขาทั้งสี่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่น ทั้งเรื่องแฟชั่น ทรงผม พฤติกรรม เป้าหมายในชีวิต ฯลฯ

ไม่มีพวกเขาเราคงไม่รู้จักคำว่าบอยแบนด์หรือเกิร์ลแบนด์ เจ้าของค่ายเพลงคงไม่สนใจที่จะมองหาวัยรุ่นหนุ่มสาวมาปั้นจนเกิดเป็น One Direction, BTS หรือ BNK 48

Steve Jobs ในวัย 21 ปี ตั้ง Apple Computer Company แต่ก็ยังช้ากว่าคู่แข่งคนสำคัญซึ่งเกิดปีเดียวกับเขาอย่าง Bill Gates ซึ่งตั้ง Microsoft ตั้งแต่อายุ 20 ปี

ยังไม่ต้องพูดถึง Larry Page และ Sergey Brin แห่ง Google วัยรุ่นในทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 20 หรือ Mark Zuckerberg วัยรุ่นช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 ที่เรารู้ดีว่า เป็นผู้มีอิทธิพลสูงที่สุดในชีวิตของคนปัจจุบัน ก็เริ่ม “ปฏิบัติการยึดครองโลก” ตั้งแต่พวกเขายังเป็นวัยรุ่น

แม้วัยรุ่นใน พ.ศ.นี้ คือกลุ่มคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนของโลกปัจจุบันและความเสี่ยงของอนาคตอย่างรุนแรงที่สุด โซเชียลมีเดียทำให้พวกเขารับรู้ประสบการณ์ของความล้าสมัย-ทันสมัยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่ายุคใดๆ

ตรงกันข้ามกับผู้ใหญ่อย่างเรา เพราะความเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยง หรือเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ ล้วนเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจของพวกเขา เห็นได้ว่าหลายคนสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงเป็นนวัตกรรม ใช้ความล้มเหลวของโลกปัจจุบันเป็นเครื่องมือวาดภาพโลกในอนาคต

ใช่หรือไม่ว่านี่คือยุคของพวกเขา และความคิดของพวกเขาเป็นสิ่งที่เราควรเงี่ยหูฟังที่สุด

 

รักไม่รักก็ต้องเสี่ยง เป็นเช่นไรก็เป็นกัน

แตกต่างจากความเชื่อเก่าๆ ที่สมองมนุษย์หยุดการเติบโตตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของชีวิต เทคโนโลยี MRI ทำให้เห็นว่าสมองของวัยรุ่นยังอยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาสูง โดยเฉพาะสมองคอร์เท็กซ์กลีบหน้า (Prefrontal Cortex) ที่จะยังไม่สมบูรณ์จนกระทั่งเข้าสู่อายุ 20 ปี ทักษะสำคัญที่มาพร้อมกับพัฒนาการของสมองส่วนนี้คือความสามารถการคิดใคร่ครวญ () ซึ่งจะวิ่งเข้าโค้งสุดท้ายของพัฒนาการในช่วงวัยนี้

เพราะการที่สมองคอร์เ็กซ์กลีบหน้ายังพัฒนาไม่เต็มที่ถึงขีดสุดนี่เอง มันจึงมักแพ้ต่อสมองส่วนที่ดูแลด้านอารมณ์และสมองส่วนรับความรู้สึกที่พัฒนาเต็มที่แล้ว ซึ่งนั่นอธิบายพฤติกรรมการชอบตัดสินใจด้วยอารมณ์ ความชอบเสี่ยง และการชอบลงมือทำของวัยรุ่นได้ดี

ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ให้แก่วัยรุ่นในวัยนี้จึงจำเป็นมาก และเป็นตัวช่วยให้พวกเขาได้ฝึกการทำงานของสมองคอร์เท็กซ์กลีบหน้า และใครที่สมองส่วนนี้พัฒนามากก็จะทำให้รู้จักการคิดใคร่ครวญอย่างเป็นระบบ การกระตุ้นการทำงานสมองส่วนนี้และจุดประสานประสาทของพวกเขา จนการใช้เหตุผล “รบชนะ” การใช้อารมณ์ได้ไปตลอดชีวิต

ย้อนกลับมาดูรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน แทนที่จะปล่อยให้เขาได้เสี่ยง ได้ลองผิดลองถูกจากการได้ลงมือทำ เรากลับจับพวกเขามานั่งเรียนแบบรับคำสั่งในห้อง

แทนที่จะให้เขาได้ถามในสิ่งที่เขาอยากรู้ เรากลับทำให้เขาถามเพียงว่าขาดเรียนได้กี่ครั้งถึงจะมีสิทธิสอบ? หรือต้องอ่านหนังสือท่องจำอะไรบ้างเพื่อจะสอบให้ผ่าน?

เราปิดกั้นไม่ให้เขาได้พบกับโลกกว้างที่น่าผจญภัยและโอกาสที่เขาจะได้เรียนรู้จากคนต่างพื้นเพต่างความคิด ด้วยการทำให้เขาได้เจอแต่ครูคนเดิม ในพื้นที่และช่วงเวลาที่จำเจน่าเบื่อของห้องเรียน

เรากำหนดเป้าหมายเล็กเกินไปให้พวกเขา เพิกเฉยต่อเป้าหมายและความท้าทายยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในใจพวกเขาที่ไม่ได้รับโอกาสให้แสดงออกมา

เรากำลังสร้างพื้นที่ปลอดภัยลวงๆ แล้วลากพวกเขาเข้าสู่ Comfort Zone ของเรา โดยไม่คิดถึงการเตรียมความพร้อมให้พวกเขาเผชิญหน้าความเสี่ยงและความผันผวนในอนาคต

ครูอย่างเรากำลังสนใจที่จะปลูกฝังทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้พวกเขา อาทิ Creative Skill-ทักษะการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพราะโลกปัจจุบันวัดกันที่ว่าใครสร้างนวัตกรรมได้เก่งกว่า Critical Thinking Skill-ทักษะการใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์ เพราะโลกปัจจุบันวัดกันที่การคิดอะไรได้ลุ่มลึกและรอบด้านกว่า Communication Skill-ทักษะการสื่อสาร ทักษะที่จำเป็นที่สุดไม่ต่างจากการอ่านออกเขียนได้ Collaborative Skill-ทักษะการทำงานร่วมกัน เพราะโลกปัจจุบันวัดกันที่ความหลากหลายและความรวดเร็ว Choosing Skill-ทักษะการเลือกในโลกที่เต็มไปด้วยทางเลือก และ Caring Skill ทักษะที่ต้องฝึกให้ผู้เรียนรู้มีความใส่ใจห่วงใย คิดถึงใจเขาใจเรา

ในทางกลับกัน ครูในปัจจุบันเองก็จำเป็นต้องมีทักษะเหล่านี้ด้วย ครูต้องรู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบกิจกรรมและวิธีการแปลกใหม่เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการเรียนรู้จากการลงมือทำ ใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์เพื่อประเมินและทำความเข้าใจความแตกต่างของผู้เรียนรู้แต่ละคน

ใช้การสื่อสารเพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและเป้าหมาย ใช้การทำงานเป็นทีมทั้งระหว่างครูด้วยกันและครูกับลูกศิษย์เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมในการเรียนรู้

สร้างทางเลือกเพื่อเติมทักษะจำเป็น แต่ในขณะเดียวกันต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขามีอิสระในการเลือกให้มากที่สุด และท้ายที่สุดแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความรักและความใส่ใจที่ครูมีให้กับทุกคน เพื่อทำให้พวกเขาเห็นว่ามันคือสิ่งสำคัญที่สุดในฐานะกระดุมเม็ดแรกของทุกอย่าง

 

จะดีจะร้าย (ให้เขา) เป็นคนเลือกได้ไหม

ผมนั่งดูรายการยอดนิยมอย่าง The Rapper แล้วก็คิดว่า ทำอย่างไรให้ห้องเรียนกลายเป็นเวทีโชว์ศักยภาพที่เกิดจาก passion ได้อย่างที่เหล่าผู้แข่งขันทำได้ในรายการนี้ทำได้

ทำอย่างไรให้ครูมีทัศนคติแบบโค้ชทั้งสี่ในรายการ ที่มีหน้าที่กำหนดโจทย์เพลงและบีต แล้วช่วยให้พวกเขาหาสไตล์ หา rhythm ของตัวเอง กระตุ้นให้ลูกทีม battle กับตัวเองจนมั่นใจ เพื่อไป battle กับคนอื่นในกฎในกติกา ฝึกให้เรียนรู้ที่จะทำโชว์เป็นทีม เรียนรู้การเป็นผู้แพ้-ผู้ชนะ เรียนรู้ที่จะพัฒนาไม่ย่ำรอยเดิม

ชวนตัวแทนจากภาคธุรกิจและวงการวิชาชีพมาทำหน้าที่แบบโปรดิวเซอร์ ด้วยการเป็นตัวแทนของโลกความจริง กำหนดมาตรฐานที่ควรทำได้ รวมถึงชี้แนะจุดเด่นและจุดขายที่ไม่เหมือนใครเพื่อต่อยอดโอกาส

ย้อนกลับไปที่องค์ความรู้จากเทคโนโลยี MRI สมองและจุดประสานประสาทถูกเรียกใช้ จำนวนของมันจะไม่ถูกกำจัดให้ลดจำนวนลงหลังผ่านช่วงวัยรุ่น เช่นเดียวกันมันเป็นช่วงเวลาที่สมองคอร์เท็กซ์กลีบหน้าจะพัฒนาความสามารถด้านการคิดใคร่ครวญ ซึ่งสำคัญมากในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

วัยรุ่นจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นักการศึกษาต้องร่วมกันสร้างสรรค์ชีวิตในมหาวิทยาลัยให้น่าตื่นเต้นและท้าทาย เพื่อสร้างพัฒนาการของสมองส่วนนี้ให้ได้มากที่สุด

Sir Ken Robinson พูดไว้ได้คมและแทงใจที่สุดถึงบทบาทหน้าที่ของครูที่ต้องเปลี่ยนไป ในหนังสือ The Element: How Finding Your Passion Changes Everything ว่า

“Our task is to educate their (our students) whole being so they can face the future. We may not see the future, but they will and our job is to help them make something of it.”

อนาคตคือโลกของพวกเขาไม่ใช่ของเรา สิ่งที่เราจะทำให้เขาได้ก็คือ สร้างโจทย์ที่ท้าทาย แล้วให้เขาได้ลงมือทำ

วางออปชั่นนี้ให้เขาเลือกเทียบกับการเรียนการสอนที่เราจัดให้เขาแบบเดิมๆ มาลองทายกันไหมว่า วัยรุ่นเขาจะเลือกอะไร

ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยอีกเช่นกันบอกว่า มนุษย์เราจะจดจำช่วงเวลาวัยรุ่นได้ดีที่สุด

มาช่วยกันทำให้พวกเขามีความทรงจำดีๆ ว่า เราได้ให้โอกาสเขาเลือกรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเองและได้เลือกว่าจะลงมือทำอะไรเองกันเถอะครับ