อธิการเพชร โอสถานุเคราะห์ ม.กรุงเทพ ลั่น “Education Disruption คือโอกาส”

       ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยไทยกำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤติ Education Disruption เพราะต่างมุ่งหวังที่จะเป็นการศึกษาแบบไร้พรมแดน อีกทั้งต้องพัฒนาการเรียนการสอนให้ตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของเด็กเจเนอเรชั่น Z ส่งผลให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวกันขนานใหญ่

       มหาวิทยาลัยกรุงเทพก็เผชิญวิกฤตินี้เช่นเดียวกัน แต่ที่ต่างออกไปก็คือ อาจารย์เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดี ม.กรุงเทพ ได้มองเห็นวิกฤตินี้ล่วงหน้ามานานแล้ว จึงได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการลงมือทำให้เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่รอผลกระทบจากวิกฤติ ผ่านการยกเครื่องรูปแบบการเรียนการสอนทั้งระบบ เช่นการเปิดสาขาวิชาใหม่ๆ ที่ตอบรับโลกยุคดิจิทัล อาทิ หลักสูตรเกมและสื่ออินเทอร์แอคทีฟ, การผลิตสื่อนวัตกรรม, การผลิตอีเว้นท์และการจัดการนิทรรศการและการประชุม, การตลาดดิจิทัล, การวางแผนการเงินและการลงทุน ฯลฯ โดยมุ่งสร้าง “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ผู้พัฒนาขีดความสามารถให้เหนือกว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ อีกทั้งยังเป็นผู้นำประกาศจุดยืนว่า “โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน”

“ปัจจุบันเป็นยุค Education Disruption” อ.เพชร กล่าว “ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้อนาคตไม่แน่นอน ตลาดงานไม่สนใจปริญญา แต่สนใจคนที่ทำงานได้จริงมากกว่า นอกจากนี้ความรู้ยังไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่มีอยู่ทั่วไปซึ่งคนรุ่นใหม่สามารถค้นหาได้ด้วยตัวเองจากโลกดิจิทัล มหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่ปรับตัวไม่ทันจึงทยอยปิดตัวลง ส่วนบริษัทเอกชนจำนวนมากก็เริ่มเปิดสอนคอร์สเฉพาะทางของตนเอง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มองว่าเป็นวิกฤติ แต่ม.กรุงเทพกลับมองว่า นี่คือโอกาสสำคัญของมหาวิทยาลัยที่จะได้พัฒนาตัวเองให้ล้ำสมัยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการยกเครื่องระบบนิเวศทั้งหมดขององค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อตอบสนองอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงมองว่า ช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้เป็นโอกาสอันดีที่ม.กรุงเทพจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของประเทศ ในการผลิตเด็กให้ตอบโจทย์อนาคตโลก”

เพราะศาสตร์ที่จำเป็นต่อชีวิตไม่ใช่ศาสตร์เพียงด้านใดด้านหนึ่ง การบริหารงานบูรณาการข้ามศาสตร์ทลายกำแพงคณะจึงเป็นรูปแบบ Open Platform

รศ.ดร.ทิพรัตน์ วงษ์เจริญ รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวเสริมว่า การที่เด็กยุคนี้จะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างยั่งยืน เป็นคนที่มีความสามารถในการสร้างงาน สร้างโอกาสหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเอง และเป็นบุคลากรที่ตลาดงานต้องการ อีกทั้งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สามารถดำรงชีพอยู่ในโลกอนาคตที่ไม่มีงานใดยั่งยืนอีกต่อไปได้อย่างมีความสุขนั้น จำเป็นต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญรอบด้าน โดยไม่จำกัดแค่ศาสตร์ด้านใดด้านหนึ่งเหมือนเช่นแต่ก่อน ม.กรุงเทพจึงทลายกำแพงระหว่างคณะลงอย่างราบคาบด้วยการบริหารงานรูปแบบ Open Platform แล้วบูรณาการเนื้อหาวิชาข้ามศาสตร์แบบไร้พรมแดน

“ในสาขาวิชาหนึ่งจำเป็นต้องใช้ศาสตร์หลายด้านรวมกัน หลายสาขาวิชาของม.กรุงเทพจึงเป็นการผสานความร่วมมือข้ามคณะ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็เช่น สาขาวิชาเกมและสื่ออินเทอร์แอคทีฟ ที่มุ่งสร้างนักพัฒนาเกมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเทคโนโลยี ศิลปะ และการตลาด การที่เด็กจะมีทักษะและองค์ความรู้ครบทั้งสามด้านจำเป็นต้องใช้อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ มาร่วมกันออกแบบหลักสูตร และคัดเลือกพาร์ทเนอร์ที่เป็นมืออาชีพมาร่วมดำเนินการบ่มเพาะแบบครบวงจร” รศ.ดร.ทิพรัตน์ กล่าว

เพราะความสุขของผู้เรียนคือเป้าหมาย ผู้เรียนจึงต้องเป็นศูนย์กลางผู้กำเนิดพลังแห่งการเรียนรู้

ความมุ่งมั่นอีกประการหนึ่งของม.กรุงเทพก็คือ การเรียนการสอนแบบนักศึกษาเป็นศูนย์กลางหรือ Student-centric Learning อันเป็นปณิธานที่ส่งมาจากต้นทางคืออธิการบดี ผ่านไปยังคณะผู้บริหาร ต่อจนถึงคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยทุกคน

“การเรียนการสอนในรูปแบบเดิมๆ มักถามว่า หลักสูตรอะไร วิชาอะไร และอาจารย์อยากจะสอนอะไร” รศ.ดร.ทิพรัตน์ กล่าวเพิ่มเติม “แต่กลับละเลยว่า แท้ที่จริงแล้วองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบนิเวศของสถาบันการศึกษาคือผู้เรียน ดังนั้นนอกจากเนื้อหาวิชาจะเข้มข้นและอาจารย์ผู้สอนมีคุณภาพอย่างที่ควรเป็นแล้ว ม.กรุงเทพยังต้องการเห็นผู้เรียนทุกคนมีความสุขและสนุกในการเรียนรู้ จึงไม่ได้ป้อนเนื้อหาทางวิชาการให้แก่นักศึกษาเพียงอย่างเดียวด้วยรูปแบบเดิมๆ เช่นที่การศึกษาไทยเคยยึดติด โดยสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นและส่งเสริมการเรียนรู้ จัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัยและจำเป็นต่อการฝึกปฏิบัติ พร้อมกับผลักดันเด็กแต่ละคนไปให้สุดทางที่เขาชอบและถนัดในลักษณะ Personalized Learning”

เพราะยกระดับการเรียนรู้ทั้งระบบโดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลางผู้กำเนิดพลังแห่งการเรียนรู้ จึงต้องใช้ Learning Designer และ Learning Experience Designer ออกแบบร่วมกันกับโค้ช

วิธีการที่จะทำให้เกิดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางผู้กำเนิดพลังแห่งการเรียนรู้คือ การหยั่งลึกลงไปสู่จิตใจของผู้เรียนด้วยการสร้าง Open Platform โดยคัดเลือกผู้เรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 มาเป็นต้นแบบของ Learning Designer ผู้ดีไซน์สาระที่อยากเรียนรู้ โครงสร้างการเรียนรู้ ตลอดจนวิธีการเรียนรู้ด้วยตัวเองร่วมกับอาจารย์ วิธีนี้จะทำให้อาจารย์เข้าใจความต้องการของนักศึกษาอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งคัดเลือกกลุ่มนักศึกษาผู้ถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้ต้นแบบมาเป็น Learning Experience Designer ผู้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงให้ตรงตามความต้องการ ความคาดหวัง และรสนิยมของเด็กแต่ละกลุ่ม แล้วกระตุ้นให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นสื่อกลางในการส่งสาระเนื้อหา ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและโจทย์ปัญหาต่างๆ ในชั้นเรียน และอาจารย์คอยทำหน้าที่ชี้แนะแนวทางอย่างใกล้ชิดในฐานะโค้ช นักศึกษาจึงเรียนอย่างมีความสุข เต็มไปด้วยพลังบวก ไร้แรงกดดัน ผลการเรียนเป็นเลิศ โดยใช้วิชา GE หรือ General Education ที่สอนทักษะพื้นฐานและทักษะทางสังคมซึ่งจำเป็นต่อศตวรรษที่ 21 มาเป็นวิชานำร่อง นับเป็นพื้นที่ให้เด็กค้นพบตัวเองและประเมินศักยภาพการเรียนรู้เฉพาะตนผ่านการวิเคราะห์แบบรายบุคคล

เพราะการเรียนและการทำงานคือเรื่องเดียวกัน ระบบนิเวศทางการศึกษาจึงต้องแข็งแรง

ด้วยความเชื่อมั่นว่า นักศึกษาจะมีความพร้อมออกไปสู่โลกการทำงานจริงในอนาคตได้นั้น ต้องทำให้การเรียนและการทำงานเป็นเรื่องเดียวกัน ม.กรุงเทพจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาให้แข็งแรง ตั้งแต่หลักสูตรที่เข้มข้น อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เครือข่ายศิษย์เก่าที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรจากภาคเอกชน องค์ประกอบทั้งหมดนี้จะขัดเกลาให้นักศึกษามีความเฉียบคมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธมิตรจากภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมร่างหลักสูตรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง รวมทั้งส่งบุคลากรเข้ามาร่วมบ่มเพาะถึงในมหาวิทยาลัย ผ่านการเรียนรู้แบบ Project-based Learning เพื่อให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติตั้งแต่ชั้นปีต้นๆ รวมทั้งรับนักศึกษาไปฝึกงานในลักษณะเรียนควบงาน เมื่อเรียนจบบัณฑิตจึงได้งานทำ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีประสบการณ์และคุณสมบัติตรงตามความต้องการของตลาดงานนั่นเอง

นอกจากนี้ ม.กรุงเทพยังมุ่งสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่เป็นสถาบันการศึกษาต่างประเทศจำนวนมาก อาทิ Macquarie University, Vancouver Film School, Full Sail University, Dong-Ah Institute of Media and Arts, Dongseo University ฯลฯ ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อาจารย์ และนักศึกษา ซึ่งจะทำให้นักศึกษาซึมซับแนวคิดหรือ Mindset ที่เป็นสากล และพร้อมก้าวเข้าสู่การทำงานในฐานะทรัพยากรผู้มีคุณภาพของสังคมโลก

บนเส้นทางสายการศึกษา ม.กรุงเทพไม่เคยย่ำอยู่กับที่และปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกมาโดยตลอด จึงก้าวไปได้ไกลกว่าบนเส้นทางสายเดียวกัน ด้วยแนวคิดที่ว่า เส้นทางสายการศึกษาไม่มีปลายทางอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง นั่นเพราะโลกไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง การศึกษาจึงต้องเปลี่ยนตามให้ทันอยู่เสมอ ดังที่ อ.เพชร กล่าวทิ้งท้ายว่า

“การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นวิกฤติในสายตาคนอื่น แต่สำหรับม.กรุงเทพ วิกฤติคือโอกาสที่คอยกระตุ้นให้เราไม่หยุดพัฒนา เพื่อจะเป็นโลกใบใหม่ทางการศึกษาที่สร้างคนพันธุ์ใหม่สำหรับทุกยุคทุกสมัย”

ที่มาของข่าว ประชาชาติธุรกิจ